Skip navigation
Media coverage

ฝุ่น PM 2.5 โจทย์ใหญ่ที่รัฐต้องแก้ เพราะแค่ ‘สร้างจิตสำนึก’ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

เพราะฝุ่น PM 2.5 คือปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นทุกปี และยังไม่มีทีท่าว่าภาครัฐจะมีนโยบายจัดการเรื่องนี้อย่างไร ทำให้ PM 2.5 กลายเป็นประเด็นที่ภาคประชาสังคมและวงวิชาการต้องร่วมพูดคุยกัน และยืนยันว่า ‘อากาศสะอาด’ เป็นสิทธิที่คนควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

Published on 31 March 2023
Media coverage contact

Ploy Achakulwisut

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม สมาคมนักเรียนทุนชีฟนิ่ง (ประเทศไทย) และเครือข่ายผู้บริหารด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (RoLD) โดย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมจัดกิจกรรม Chevening Thailand Policy Forum: Moving towards clean air rights in Thailand เพื่อรับฟัง กระตุ้นคิด และหาแนวทางการพัฒนาสิทธิการเข้าถึงอากาศสะอาดในประเทศไทย

กิจกรรมสำคัญคือเวทีสาธารณะ เรื่อง “สิทธิการเข้าถึงอากาศสะอาดในประเทศไทย” ที่มีผู้เชี่ยวชาญมาร่วมให้ความรู้และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาไว้อย่างน่าสนใจ

คนเสียชีวิตจากฝุ่น PM 2.5 มากกว่าโควิด ความตระหนักที่ยังไม่พอ

พัทธานันท์ อัชชะกุลวิสุทธิ์ นักวิจัยสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม ได้มาอธิบายในเรื่องผลกระทบว่า ฝุ่น PM2.5 คือหนึ่งในมลพิษทางอากาศที่แย่ที่สุด และ หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าสารเคมีอื่น เช่น โอโซน และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่ทำให้ไม่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน เช่น โรคทางหัวใจ ทางปอด โรคหอบหืด และเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร และทุกคนมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ คนที่เป็นโรคหัวใจ โรคทางปอด หรือโรคหอบหืดจะมีความเสี่ยงมากกว่า เช่น เด็กหายใจเร็วกว่าผู้ใหญ่ และอยู่ในวัยที่หลายๆระบบและส่วนต่างๆ ของร่างกายกำลังพัฒนา และตัวเล็กกว่า จะใกล้กับฝุ่นควันรถยนต์มากกว่า

“คนไทยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศที่ไม่ใช่แค่ฝุ่น PM 2.5  แต่รวมทั้ง PM0.1 PM10 และก๊าซโอโซน เป็นจำนวน 41,000 คน ต่อปี จากรายงาน global burden of disease (GBD) ของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (University of Washington) แต่ในขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโควิดจากรวม 3 ปีคือ 34,000 คน จากรายงานองค์การอนามัยโลกแต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากฝุ่น PM 2.5 ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยยังไม่ถูกตระหนักถึงว่านี่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ซึ่งการไม่ตระหนักในเรื่องนี้พอ เนื่องจากอาจยังไม่เข้าใจเรื่องผลกระทบระยะสั้นและระยะยาว ว่าสิ่งเหล่านี้แย่ต่อเราขนาดไหน รวมถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ เราอาจจะต้องมีวิจัยทำเรื่องนี้เพิ่มว่าคนเสียชีวิตเท่าไร มีฝุ่นที่สูงสุดเป็นช่วงหรือเพิ่มขนาดไหน”

พัทธานันท์ พูดถึงกรณีตัวอย่างคือ ที่อเมริกามี U.S. Environmental Protection Agency หรือ EPA (สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ) ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 1970 โดยก่อนหน้านั้นประชาชน นักวิทยาศาสตร์ต่างๆ ออกมาสู้เรื่องนี้กว่า 20 ปี จากการเดินประท้วง โทรศัพท์หรือเขียนจดหมายหานักการเมือง เพื่อเรียกร้องให้มีความแก้ไขเรื่องปัญหามลพิษทางอากาศ หลายปีต่อมา EPA มาคำนวณผลจากการได้มาซึ่งอากาศสะอาดเป็นมูลค่าถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์

“ตอนนี้ที่อเมริกา เรื่องไปถึงว่าใครเจอปัญหามลพิษเยอะมากกว่า คือมองไปข้างหน้าแล้วมองไปข้างหลังด้วย เช่น ในอเมริกาช่วง 1930 มีนโยบาย redlining ที่รัฐบาลจะกำหนดว่าบางส่วนในแต่ละเมืองมีความเสี่ยงสูง และเป็นพื้นที่ที่มีคนผิวดำ และผู้ลี้ภัยอยู่เยอะที่สุด ซึ่งนโยบายนี้ก็ส่งผลมายังปัจจุบัน ทำให้ทุกวันนี้ในเมืองพวกนั้นจะมีระดับมลพิษทางอากาศที่สูงกว่าที่อื่นๆ และถูกผลักโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ไปอยู่ในโซนนั้น ซึ่งเรื่องนี้ก็อยากให้มองว่าเราจะสร้างนโยบายอย่างไรที่สร้างเพื่อสุขภาพของมนุษย์จริงๆ ให้นโยบายมาจากพื้นฐานวิทยาศาสตร์และความเท่าเทียม”

Featured by

Related centres
SEI Asia