รายงานฉบับสำคัญชี้ให้เห็นว่า 10 ปีหลังจากความตกลงปารีส รัฐบาลต่าง ๆ มีแผนจะผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลในปี 2030 มากกว่าปริมาณที่สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิที่ 1.5°C ถึง สองเท่า (120%) และมากกว่าปริมาณที่สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิที่ 2°C ถึง 77% นักวิจัยมากกว่า 50 คนจากทั่วโลก ทั้งจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ต่างมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์และทบทวนในรายงานฉบับนี้
รายงานฉบับสำคัญที่เผยแพร่ในวันนี้ชี้ให้เห็นว่า 10 ปีหลังจากความตกลงปารีส รัฐบาลต่าง ๆ มีแผนจะผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลในปี 2030 มากกว่าปริมาณที่สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิที่ 1.5°C ถึง สองเท่า (120%) และมากกว่าปริมาณที่สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิที่ 2°C ถึง 77%
การดำเนินการตามแผนดังกล่าวจะทำให้โลกห่างไกลจากการบรรลุเป้าหมายของความตกลงปารีสมากยิ่งขึ้น แม้ว่าประเทศต่าง ๆ ได้ยื่นข้อผูกพันด้านสภาพภูมิอากาศ (climate commitments) ใหม่เพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีของตนก็ตาม จากกการประเมินครั้งล่าสุดในปี 2023 พบว่า ช่องว่างการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล สูงกว่าเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิที่ 1.5°C (1.5°C Pathway) ถึง 110% และสูงกว่าเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิที่ 2°C (2°C Pathway) ถึง 69% ข้อค้นพบเหล่านี้ย้ำถึงความสำคัญของการรักษา “ฉันทามติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE Consensus)” ที่บรรลุข้อตกลงระหว่างการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 28 (COP28) ในการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลและยุติการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ข้อค้นพบหลักจากรายงาน Production Gap 2025
รายงาน Production Gap 2025 จัดทำโดย สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม (Stockholm Environment Institute – SEI), Climate Analytics และสถาบันระหว่างประเทศว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (International Institute for Sustainable Development – IISD) โดยรายงานนี้ประเมินแผนและการคาดการณ์การผลิตถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซของรัฐบาลต่าง ๆ เทียบกับระดับการผลิตโลกที่สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิที่ 1.5° หรือ 2°C
“ในปี 2023 รัฐบาลต่าง ๆ ได้ยอมรับอย่างเป็นทางการถึงความจำเป็นในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ – ซึ่งปัจจุบัน ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) ได้ย้ำชัดว่าเป็นพันธกรณี” Derik Broekhoff ผู้ประสานงานหลักและผู้อำนวยการโครงการนโยบายสภาพภูมิอากาศ สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม สหรัฐฯ (SEI US) กล่าวว่า “แต่รายงานของเราชี้ให้เห็นว่า แม้หลายประเทศได้ให้คำมั่นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ พลังงานสะอาด แต่ประเทศอื่น ๆ จำนวนมากกลับยังคงใช้แนวทางที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และวางแผนผลิตมากกว่าที่เคยทำเมื่อสองปีก่อน”
รายงาน Production Gap 2025 ยังนำเสนอการวิเคราะห์ล่าสุดเกี่ยวกับ 20 ประเทศผู้ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลรายใหญ่ ซึ่งคิดเป็นราว 80% ของการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลก ได้แก่ ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา จีน โคลอมเบีย เยอรมนี อินเดีย อินโดนีเซีย คาซัคสถาน คูเวต เม็กซิโก ไนจีเรีย นอร์เวย์ กาตาร์ สหพันธรัฐรัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา และพบว่า 17 จาก 20 ประเทศยังคงมีแผนเพิ่มการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างน้อยหนึ่งประเภทภายในปี 2030 โดย 11 ประเทศคาดว่าจะผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลมากกว่าที่เคยวางแผนไว้ในปี 2023 ในขณะที่ 6 จาก 20 ประเทศกำลังพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือน กระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero targets) ทั้งในระดับชาติและระดับโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 4 ประเทศในปี 2023
“เพื่อรักษาเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิที่ 1.5° ให้อยู่ในระยะที่ยังเป็นไปได้ โลกจำเป็นต้องลดการลงทุนในถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซอย่างเร่งด่วน และปรับทิศทางทรัพยากรเหล่านี้ไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (energy transition) ที่ให้ความสำคัญกับความเสมอภาคและความเป็นธรรม” Emily Ghosh ผู้เขียนหลักของรายงานและผู้อำนวยการโครงการ Equitable Transitions ที่สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม สหรัฐฯ (SEI US) กล่าว “ภายใน COP30 รัฐบาลต้องให้คำมั่นที่จะขยาย พลังงานหมุนเวียน (renewable energy) ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล จัดการความต้องการพลังงาน และดำเนินการเปลี่ยนผ่านที่ยึดชุมชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อสอดคล้องกับพันธกรณีตามความตกลงปารีส หากปราศจากคำมั่นเหล่านี้ การชะลอการดำเนินการจะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas emissions) เพิ่มขึ้นและทำให้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อประชากรกลุ่มเปราะบางเลวร้ายยิ่งขึ้น”
นักวิจัยมากกว่า 50 คนจากทั่วโลก ทั้งจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ต่างมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์และทบทวนในรายงานฉบับนี้
“ขอให้รายงานนี้เป็นทั้งคำเตือนและแนวทาง พลังงานหมุนเวียนจะเข้ามาแทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่เราต้องการในตอนนี้คือการดำเนินการอย่างมุ่งมั่นและเร่งด่วน เพื่อปิดช่องว่างให้ทันเวลา เราจำเป็นต้องมีทั้งความกล้าหาญและความเป็นหนึ่งเดียวกันในการเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม”
— Christiana Figueres อดีตเลขาธิการ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)
“การขยายแผนการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลในช่วงสองปีที่ผ่านมานับว่าน่ากังวล แม้รัฐบาลในหลายประเทศจะมองว่าพลังงานหมุนเวียนเป็นกุญแจสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงาน แต่บางประเทศกลับเลือกเดิมพันสวนทางกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด หากต้องการหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายที่สุดแต่กระทบระบบเศรษฐกิจน้อยที่สุด รัฐบาลจำเป็นต้องให้คำมั่นว่าจะไม่ลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลใหม่ และสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในอนาคต”
— Olivier Bois von Kursk ผู้ร่วมเขียนรายงานและที่ปรึกษาด้านนโยบาย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (IISD)
“สิบปีหลังความตกลงปารีส พลังงานหมุนเวียนได้วิ่งนำไปไกลแล้ว แต่แทนที่รัฐบาลจะเข้าร่วมแข่งขัน หลายประเทศกลับเดินถอยหลังไปสู่ยุคฟอสซิล เป็นเรื่องน่าผิดหวังที่งบประมาณสาธารณะถูกใช้ลงทุนในสิ่งที่จะกลายเป็นสินทรัพย์สูญค่าในอนาคต (stranded assets) และยิ่งไม่เป็นธรรมเมื่อคำนึงถึงต้นทุนด้านมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการขยายการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะต่อผู้ที่เปราะบางที่สุด”
— Neil Grant ผู้ร่วมเขียนรายงานและผู้เชี่ยวชาญอาวุโสที่ Climate Analytics
Ulrika Lamberth เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายสื่อมวลชน SEI (สตอกโฮล์ม สวีเดน) โทร: +46 73 801 7053
Lynsi Burton เจ้าหน้าที่สื่อสาร SEI (ซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกา) โทร: +1 360 485 3041
Paul May หัวหน้าฝ่ายสื่อสาร และ Neil Grant นักวิเคราะห์ด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงาน Climate Analytics (เบอร์ลิน เยอรมนี)
Megan Darby เจ้าหน้าที่สื่อสารอาวุโส (ลอนดอน สหราชอาณาจักร) และ Aia Brnic เจ้าหน้าที่สื่อสารอาวุโส IISD (เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์)
Other publication / Governments, in aggregate, still plan to produce far more fossil fuels than would be consistent with limiting global warming to between 1.5ºC and 2ºC.
SEI, IISD and Climate Analytics.




