Skip navigation
Press release

see in English, Estonian, Kiswahili and Spanish

รายงาน Production Gap 2025 พบว่าแผนผลิตพลังงานฟอสซิลของรัฐบาลทั่วโลกยังคงสวนทางกับเป้าหมายการจำกัดอุณหภูมิตามความตกลงปารีส

รายงานฉบับสำคัญชี้ให้เห็นว่า 10 ปีหลังจากความตกลงปารีส รัฐบาลต่าง ๆ มีแผนจะผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลในปี 2030 มากกว่าปริมาณที่สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิที่ 1.5°C ถึง สองเท่า (120%) และมากกว่าปริมาณที่สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิที่ 2°C ถึง 77% นักวิจัยมากกว่า 50 คนจากทั่วโลก ทั้งจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ต่างมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์และทบทวนในรายงานฉบับนี้

Published on 22 September 2025
Winding pipes on green grass under blue sky

รายงานฉบับสำคัญที่เผยแพร่ในวันนี้ชี้ให้เห็นว่า 10 ปีหลังจากความตกลงปารีส รัฐบาลต่าง ๆ มีแผนจะผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลในปี 2030 มากกว่าปริมาณที่สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิที่ 1.5°C ถึง สองเท่า (120%) และมากกว่าปริมาณที่สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิที่ 2°C ถึง 77%

การดำเนินการตามแผนดังกล่าวจะทำให้โลกห่างไกลจากการบรรลุเป้าหมายของความตกลงปารีสมากยิ่งขึ้น แม้ว่าประเทศต่าง ๆ ได้ยื่นข้อผูกพันด้านสภาพภูมิอากาศ (climate commitments) ใหม่เพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีของตนก็ตาม จากกการประเมินครั้งล่าสุดในปี 2023 พบว่า ช่องว่างการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล สูงกว่าเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิที่ 1.5°C (1.5°C Pathway) ถึง 110% และสูงกว่าเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิที่ 2°C (2°C Pathway) ถึง 69% ข้อค้นพบเหล่านี้ย้ำถึงความสำคัญของการรักษา “ฉันทามติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE Consensus)” ที่บรรลุข้อตกลงระหว่างการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 28 (COP28) ในการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลและยุติการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ข้อค้นพบหลักจากรายงาน Production Gap 2025

  • นับตั้งแต่การสำรวจในปี 2023 เป็นต้นมา รัฐบาลต่าง ๆ มีแผนการผลิตถ่านหินเพิ่มขึ้นจนถึงปี 2035 และการผลิตก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจนถึงปี 2050 ขณะที่การผลิตน้ำมันยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงปี 2050
  • หากต้องการบรรลุเป้าหมายของความตกลงปารีสในการรักษาภาวะโลกร้อนให้ต่ำกว่า 2°C และพยายามจำกัดไม่ให้เกิน 1.5°C รัฐบาลทั่วโลกจำเป็นต้องลดการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเร่งด่วนและมากกว่าที่ผ่านมาเพื่อชดเชย ความล่าช้าในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน การขยายโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงฟอสซิลถือเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณสาธารณะไปกับการลง ทุนที่จะกลายเป็นสินทรัพย์สูญค่าในอนาคต (stranded assets)
  • การลดการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลให้ได้ตามเป้าหมายจำเป็นต้องมีนโยบายที่มุ่งมั่นและสอดคล้องกัน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (just transition) จากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แม้ว่าประเทศผู้ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลรายใหญ่บางประเทศเริ่มปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับเป้า หมายสภาพภูมิอากาศระดับชาติและนานาชาติแล้ว แต่ประเทศส่วนใหญ่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ

รายงาน Production Gap 2025 จัดทำโดย สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม (Stockholm Environment Institute – SEI), Climate Analytics และสถาบันระหว่างประเทศว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (International Institute for Sustainable Development – IISD) โดยรายงานนี้ประเมินแผนและการคาดการณ์การผลิตถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซของรัฐบาลต่าง ๆ เทียบกับระดับการผลิตโลกที่สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิที่ 1.5° หรือ 2°C

“ในปี 2023 รัฐบาลต่าง ๆ ได้ยอมรับอย่างเป็นทางการถึงความจำเป็นในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ – ซึ่งปัจจุบัน ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) ได้ย้ำชัดว่าเป็นพันธกรณี” Derik Broekhoff ผู้ประสานงานหลักและผู้อำนวยการโครงการนโยบายสภาพภูมิอากาศ สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม สหรัฐฯ (SEI US) กล่าวว่า “แต่รายงานของเราชี้ให้เห็นว่า แม้หลายประเทศได้ให้คำมั่นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ พลังงานสะอาด แต่ประเทศอื่น ๆ จำนวนมากกลับยังคงใช้แนวทางที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และวางแผนผลิตมากกว่าที่เคยทำเมื่อสองปีก่อน”

รายงาน Production Gap 2025 ยังนำเสนอการวิเคราะห์ล่าสุดเกี่ยวกับ 20 ประเทศผู้ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลรายใหญ่ ซึ่งคิดเป็นราว 80% ของการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลก ได้แก่ ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา จีน โคลอมเบีย เยอรมนี อินเดีย อินโดนีเซีย คาซัคสถาน คูเวต เม็กซิโก ไนจีเรีย นอร์เวย์ กาตาร์ สหพันธรัฐรัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา และพบว่า 17 จาก 20 ประเทศยังคงมีแผนเพิ่มการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างน้อยหนึ่งประเภทภายในปี 2030 โดย 11 ประเทศคาดว่าจะผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลมากกว่าที่เคยวางแผนไว้ในปี 2023 ในขณะที่ 6 จาก 20 ประเทศกำลังพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือน กระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero targets) ทั้งในระดับชาติและระดับโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 4 ประเทศในปี 2023

“เพื่อรักษาเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิที่ 1.5° ให้อยู่ในระยะที่ยังเป็นไปได้ โลกจำเป็นต้องลดการลงทุนในถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซอย่างเร่งด่วน และปรับทิศทางทรัพยากรเหล่านี้ไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (energy transition) ที่ให้ความสำคัญกับความเสมอภาคและความเป็นธรรม” Emily Ghosh ผู้เขียนหลักของรายงานและผู้อำนวยการโครงการ Equitable Transitions ที่สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม สหรัฐฯ (SEI US) กล่าว “ภายใน COP30 รัฐบาลต้องให้คำมั่นที่จะขยาย พลังงานหมุนเวียน (renewable energy) ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล จัดการความต้องการพลังงาน และดำเนินการเปลี่ยนผ่านที่ยึดชุมชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อสอดคล้องกับพันธกรณีตามความตกลงปารีส หากปราศจากคำมั่นเหล่านี้ การชะลอการดำเนินการจะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas emissions) เพิ่มขึ้นและทำให้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อประชากรกลุ่มเปราะบางเลวร้ายยิ่งขึ้น”

นักวิจัยมากกว่า 50 คนจากทั่วโลก ทั้งจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ต่างมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์และทบทวนในรายงานฉบับนี้

ความคิดเห็นต่อรายงาน Production Gap 2025

“ขอให้รายงานนี้เป็นทั้งคำเตือนและแนวทาง พลังงานหมุนเวียนจะเข้ามาแทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่เราต้องการในตอนนี้คือการดำเนินการอย่างมุ่งมั่นและเร่งด่วน เพื่อปิดช่องว่างให้ทันเวลา เราจำเป็นต้องมีทั้งความกล้าหาญและความเป็นหนึ่งเดียวกันในการเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม”

— Christiana Figueres อดีตเลขาธิการ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)

“การขยายแผนการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลในช่วงสองปีที่ผ่านมานับว่าน่ากังวล แม้รัฐบาลในหลายประเทศจะมองว่าพลังงานหมุนเวียนเป็นกุญแจสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงาน แต่บางประเทศกลับเลือกเดิมพันสวนทางกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด หากต้องการหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายที่สุดแต่กระทบระบบเศรษฐกิจน้อยที่สุด รัฐบาลจำเป็นต้องให้คำมั่นว่าจะไม่ลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลใหม่ และสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในอนาคต”
— Olivier Bois von Kursk ผู้ร่วมเขียนรายงานและที่ปรึกษาด้านนโยบาย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (IISD)

“สิบปีหลังความตกลงปารีส พลังงานหมุนเวียนได้วิ่งนำไปไกลแล้ว แต่แทนที่รัฐบาลจะเข้าร่วมแข่งขัน หลายประเทศกลับเดินถอยหลังไปสู่ยุคฟอสซิล เป็นเรื่องน่าผิดหวังที่งบประมาณสาธารณะถูกใช้ลงทุนในสิ่งที่จะกลายเป็นสินทรัพย์สูญค่าในอนาคต (stranded assets) และยิ่งไม่เป็นธรรมเมื่อคำนึงถึงต้นทุนด้านมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการขยายการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะต่อผู้ที่เปราะบางที่สุด”
— Neil Grant ผู้ร่วมเขียนรายงานและผู้เชี่ยวชาญอาวุโสที่ Climate Analytics

หากต้องการสัมภาษณ์หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

Ulrika Lamberth เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายสื่อมวลชน SEI (สตอกโฮล์ม สวีเดน) โทร: +46 73 801 7053

Lynsi Burton เจ้าหน้าที่สื่อสาร SEI (ซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกา) โทร: +1 360 485 3041

Paul May หัวหน้าฝ่ายสื่อสาร และ Neil Grant นักวิเคราะห์ด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงาน Climate Analytics (เบอร์ลิน เยอรมนี)

Megan Darby เจ้าหน้าที่สื่อสารอาวุโส (ลอนดอน สหราชอาณาจักร) และ Aia Brnic เจ้าหน้าที่สื่อสารอาวุโส IISD (เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์)

Lynsi Burton

Communications Officer

Communications

SEI US

Ulrika Lamberth
Ulrika Lamberth

Senior Press Officer

Communications

SEI Headquarters

Variya Plungwatana

Communications Officer

Communications

SEI Asia

อ่านรายงานฉบับเต็ม

SEI, IISD and Climate Analytics.